fbpx

“Food Safety” แนวทางการเลี้ยงเพื่อคุณภาพกุ้งระดับพรีเมียม

author : ทีมวิชาการ SAS

News & Events

Date : 10 NOV 2021

          จากการตรวจพบยาปฏิชีวนะตกค้างในผลิตภัณฑ์กุ้งสดแช่แข็งของหลายๆ ประเทศ เป็นเหตุให้สินค้าโดนตีกลับหรือถูกทำลายและเสียชื่อเสียงของประเทศ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์กุ้งจากประเทศไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง ไม่พบยาปฏิชีวนะตกค้าง อันเป็นผลจากมาตรการการตรวจเข้มของกรมประมง ห้องเย็น รวมถึงความร่วมมือของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งซึ่งเข้าใจถึงผลกระทบที่จะตามมาหากมีการใช้ยาปฏิชีวนะจนตกค้างในเนื้อกุ้ง

          วันนี้ SAS มีข้อควรทราบและคำแนะนำในการใช้ยาปฏิชีวนะ แนวทางการลดการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งให้ผลการเจริญเติบโตที่ดีและส่งผลให้เกิดอุตสาหกรรมการเลี้ยงอย่างยั่งยืน เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเราสามารถผลิตสินค้าเป็นกุ้งพรีเมียม คุณภาพดี เนื้อหวาน สด กรอบ ได้ราคาสูง

          อันดับแรก เกษตรกรควรหลีกเลี่ยงยาและสารเคมีที่ห้ามใช้ในสัตว์น้ำในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำดังนี้ (ที่มา: ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 299 พ.ศ. 2549 วันที่ 18 สิงหาคม 2549)

  1. คลอแรมฟินิคอล (Chloramphenicol)
  2. ไนโทรฟิวราโซน (Nitrofurazone)
  3. ไนโทรฟิวแรนโทอิน (Nitrofurantoin)
  4. ฟิวราโซลิโดน (Furazolidone)
  5. ฟิวแรลทาโดน (Furaltadone)
  6. มาลาไคท์ กรีน (Malachite Green)

        เพราะนอกจากจะส่งผลเสียในด้านการผลิตกุ้งแล้ว หากมีการตรวจพบสารเคมีต้องห้ามดังรายชื่อข้างต้นนี้ทางฟาร์มจะไม่สามารถยื่นขอการรับรอง GAP (Good Aquaculture Practice) จากกรมประมงได้ในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 180 วัน และถูกขึ้นบัญชีเบิกถอนการรับรองรายชื่อ (บทกำหนดโทษ ตามระเบียบ GAP กรมประมง) นอกเหนือจากการหลีกเลี่ยงเรื่องของยาปฏิชีวนะต้องห้ามแล้ว ควรพิจารณาประเด็นอื่นๆ ประกอบการใช้ยาด้วยทุกครั้ง ดังนี้

  1. เลือกใช้ยาในกรณีที่จำเป็นจริงๆ และเลือกใช้ยาที่มีประสิทธิภาพ ควรมีการจัดการเรื่องพื้นบ่อและคุณภาพน้ำควบคู่ไปด้วย
  2. ควรเลือกใช้ยาทีละชนิดไม่ควรผสมยาหลายชนิดรวมกัน นอกจากยาที่มีผลในการเสริมฤทธิ์กัน
  3. ควรใช้ยาตามปริมาณที่กำหนดในฉลาก ไม่ควรใช้ปริมาณยาต่ำเกินกว่าที่กำหนดเพราะจะทำให้เกิดโอกาสในการดื้อยาได้
  4. ระยะเวลาในการใช้ยา ควรหยุดใช้ยาก่อนการจับกุ้ง 14 วันหรือเมื่อกุ้งอายุเกิน 2 เดือนครึ่ง เนื่องจากหากเกิดปัญหาในขณะเลี้ยงก็สามารถทำการจับขายได้ทันที โดยไม่เกิดปัญหาการตกค้างของยาตามมา

        การใช้โปรไบโอติกเสริมในการเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับความสนใจและความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างแพร่หลาย โปรไบโอติกกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกจากธรรมชาติ ที่ช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในการเลี้ยงกุ้งแทนการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโปรไบโอติกช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยทำให้สัตว์น้ำย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ดียิ่งขึ้นจึงทำให้มีการเจริญเติบโตที่ดีตามมา

        อีกทั้งโปรไบโอติกไม่มีข้อจำกัดการใช้เมื่อเทียบกับการใช้ยาปฏิชีวนะ เนื่องจากสามารถใช้ได้ในทุกช่วงวัยของสัตว์น้ำ ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เจ้าจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ หรือโปรไบโอติก จึงเป็นแนวทางเลือกของการเลี้ยงสัตว์น้ำในปัจจุบันที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ส่งเสริมการเลี้ยงอย่างยั่งยืนของเกษตรกรและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของอาหารและสุขภาพเป็นอย่างมาก 

        ด้วยนวัตกรรมด้านจุลินทรีย์ทางธรรมชาติซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่เราเชี่ยวชาญ มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยที่ยั่งยืนของทุกชีวิต SAS ได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์โปรไบโอติกพร้อมใช้ “Biotic Max Plus 2” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจากกรมประมง ประกอบด้วยจุลินทรีย์กลุ่ม Bacillus spp. 3 สายพันธุ์ ซึ่งมีปริมาณมากถึง 1010 CFU/kg เพื่อช่วยในการส่งเสริมให้เกิดความแข็งแรงของร่างกายสัตว์น้ำและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน จึงเพิ่มอัตรารอดอย่างเห็นได้ชัด

ภาพลำไส้กุ้งที่ใช้ผลิตภัณฑ์ Biotic Max Plus 2

        โดยเฉพาะเมื่อใช้ตั้งแต่ในช่วงกุ้งเล็ก (ระยะ 1 เดือนแรก) เนื่องจากเป็นช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ อีกทั้งช่วยกระตุ้นให้เกิดการยึดเกาะของจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ของกุ้งจึงเพิ่มประสิทธิภาพในการในการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร ส่งผลในด้านของการเจริญเติบโต และอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้เลี้ยงสามารถเห็นได้ชัดเจนคือ ลักษณะผนังลำไส้กุ้งที่ไม่เกิดการอักเสบในระหว่างการใช้ผลิตภัณฑ์ Biotic Max Plus 2 โดยสามารถตรวจสอบได้ภายใต้กล้องจุลทรรศน์

            เกษตรกรผู้สนใจสามารถติดต่อเพื่อรับบริการตรวจสุขภาพกุ้ง ปรึกษาปัญหาในการเลี้ยงและสอบถามรายละเอียดผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ที่ทีมงาน SAS

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์

สั่งซื้อ